Ta Dah!

ดร.ไมค์ เบลล์

ดร.ไมค์ เบลล์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของบู๊ทส์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเภสัชศาสตร์ (เกียรติ นิยมอันดับหนึ่ง) และปริญญาเอกสาขาประสาทชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ไครสท์เชิร์ช

ความสนใจวิทยาการด้านผิวหนังของไมค์ เริ่มขึ้นในปี 1995 เมื่อเขาไปร่วมงานกับพล็อคเตอร์
แอนด์ แกมเบิล ในตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์กำหนดสูตร โดยเขาทำงานในโปรเจ็คต่างๆ ที่รวมถึง
ผลกระทบทั้งหมดของโอเลย์ และในปี 2003 เขาก็ออกไปสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม
ก่อนที่จะกลับเข้ามาในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางอีกครั้งในปี 2007 โดยเขาไปทำงาน กับบู๊ทส์ที่
นอททิงแฮมในประเทศอังกฤษ และมีส่วนในความสำเร็จของ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค
เซรั่ม เดิม และ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ เซรั่ม เดิม

ไมค์เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของบู๊ทส์ในปี 2010 โดยเขาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้านผิวหนัง กับมหาวิทยาลัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และให้การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ No7 เขา เป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์สำหรับการวางตลาดผลิตภัณฑ์ No7 อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งก็รวมถึง No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ เดย์ครีม ที่ให้การป้องกัน UVA ระดับ 5 ดาว และ No7 ลิฟท์ แอนด์ ลูมิเนต เดย์ แอนด์ ไนท์ เซรั่ม

Dr Mike Bell
 
 
Professor Chris E.M. Griffiths

ศาสตราจารย์คริส อี.เอ็ม. กริฟฟิธส์ MD FRCP FMedSci

มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

ศาสตราจารย์กริฟฟิธส์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขากายวิภาคศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
และเข้าศึกษาคณะ แพทยศาสตร์ที่โรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลเซนต์โธมัส มหาวิทยาลัยลอนดอน และ
ฝึกงานด้านผิวหนังที่โรงพยาบาล เซนต์แมรี ลอนดอน และที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และไ
ด้รับการแต่งตั้งเป็นประธานผู้สอนในภาควิชาตจวิทยา (Foundation Professor of Dermatology)
ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในปี 1994 และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังซึ่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ที่
Salford Royal NHS Foundation Trust โดยที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เขาก็ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง
คือ หัวหน้าภาควิชาแพทยศาสตร์และ ประสาทวิทยา ผู้บริหารสถานศึกษาด้านเวชศาสตร์ปริวรรต
คณบดีฝ่ายวิจัยคณะแพทยศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิชา การด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งแมนเชสเตอร์

นิตยสารไทมส์ ออฟ ลอนดอน ให้คริสเป็นหนึ่งในแพทย์ชั้นนำ 200 คนของสหราชอาณาจักรในปี 2010 และในปี 2011 เขาก็ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจสอบอาวุโส NIHR และได้รับเลือกเป็นสมาชิกของสมาคมแพทยศาสตร์

ปัจจุบันศาสตราจารย์กริฟฟิธส์เป็นประธานสมาคมโรคสะเก็ดเงินระหว่างประเทศ และเคยเป็นประธาน
ของสมาคมแพทย์ผิวหนังอังกฤษ เวทีความร่วมมือด้านตจวิทยาแห่งยุโรป (European Dermatology Forum)
สมาคมอินเวสติเกทีฟเดอร์มาโทโลจีแห่งอังกฤษ (British Society for Investigative Dermatology) โดยเขา
ตีพิมพ์บทความ 480 งานในวารสารวิทยาศาสตร์ต่างๆ และมีการนำไปอ้างอิงใน Pubmed นอกจากนี้ก็ยัง
เป็นบรรณาธิการอาวุโสของตำราตจวิทยาของ Rook และเป็นเวลานานมาแล้วที่ศาสตราจารย์กริฟฟิธส์ให้
ความสนใจในทุกแง่มุมของผิวหนังที่เปลี่ยนไปตามวัย และโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังมีการอักเสบ

 

“บู๊ทส์และ No7 ทำการทดสอบทางคลินิกที่สมบูรณ์ โดยระยะเวลาในการวิจัยก็สอดคล้องกับความเข้าใจ
ที่เรามีเกี่ยวกับกระบวนการซ่อมแซมผิวหนัง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจมาก"

ศาสตราจารย์คริส อี.เอ็ม. กริฟฟิธส์ MD FRCP FMedSci
มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

 

ความร่วมมือกับทีมวิจัยด้านผิวหนังที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์


ความร่วมมือกับภาควิชาของศาสตราจารย์กริฟฟิธส์ที่มหาวิทยาแมนเชสเตอร์เริ่มในปี 2005

 

ระหว่างที่ศาสตราจารย์กริฟฟิธส์ทำงานในสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาบทบาทของคอลลาเจนในกระบวนการเปลี่ยนตามวัยของผิวหนัง เขาก็พัฒนาการ
ทดสอบการแพ้ของตนเองขึ้นมา โดยการทดสอบนี้เป็นแบบจำลองการซ่อมแซมที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้น ที่แสดงให้เห็นผลกระทบในระยะยาวต่อผิวหนัง
ของกรดทรานส์-เรไทโนอิกที่มีมาตรฐานระดับโกลด์สแตนดาร์ดและต้อง ให้แพทย์เป็นผู้สั่งเท่านั้น ซึ่งหลังจากการติดแถบกาวบนแขนระหว่าง
ข้อศอกและข้อมือเป็นเวลา 12 วันแล้ว ก็นำเนื้อเยื่อผิว หนังไปประเมินการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่สำคัญในผิวหนัง เช่น คอลลาเจนและไฟบริลลิน
ซึ่งผลกระทบของกรดเรไทโนอิกในแบบจำลองนี้ก็ใกล้เคียงกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้เป็นเวลานานบนใบหน้า

ในตอนแรกที่บู๊ทส์ไปหาศาสตราจารย์กริฟฟิธส์เพื่อให้เขาทดสอบ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค เซรั่มในปี 2005 นั้น เขาก็สงสัยว่าเซรั่มนี้จะมี
ประโยชน์จริงหรือ โดยเขารู้สึกว่าว่า การทดสอบการแพ้เป็นเวลา 12 วันของเขา จะแสดงให้เห็นทันทีว่า ผลิตภัณฑ์ไม่มีผลที่ชัดเจนต่อกลไกการ
ซ่อมแซมผิวหนัง

เมื่อผลการทดสอบออกมาในทางตรงกันข้าม (เป็นครั้งแรกสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่อต้านริ้วรอย) นั่นคือ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค เซรั่ม
มีศักยภาพอย่างแท้จริงและซ่อมแซมไฟบริลลินในผิวหนังทันที ก็เริ่มมีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยในปลายปี 2006 ก็เริ่มทำการวิจัยเป็นเวลา
หนึ่งปีกับ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ เซรั่ม เพื่อตรวจสอบว่าเกิด อะไรขึ้นในผิวหนัง เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำและเป็นเวลานาน
(สั้นๆก็คือ การวิจัยแสดงว่าประโยชน์ที่มีกับผิวหนังจะยิ่ง ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยการที่ริ้วรอยและรอยย่นบนใบหน้าดีขึ้นในทางคลินิกก็สัมพันธ์กับ
การมีไฟบริลลินมากขึ้นในผิวหนัง)

ในปี 2009 บู๊ทส์และมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ก็เริ่มร่วมกันทำการวิจัยเป็นเวลาห้าปี เพื่อศึกษากลไกของการที่ผิวหนังเปลี่ยนไปตามวัย ทำให้มีการ
ตีพิมพ์งานวิจัยมากกว่า 20 งานในวารสารการแพทย์ชั้นนำ และเป็นรากฐานของการพัฒนา No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ และ
No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนส์ แอดวานซ์ เซรั่ม ซึ่ง ด้านหลักๆ ที่มีการวิจัยก็คือ การตรวจสอบให้ลึกซึ้งมากขึ้นว่า No7 เซรั่มเดิมทำงานอย่างไร

ต่อไปคืออะไร

ตอนนี้ความร่วมมืออีกงานเป็นเวลาห้าปีก็เริ่มขึ้นแล้ว ด้วยโครงการตรวจสอบที่มีขอบเขตกว้างขึ้นที่จะทำไปจนถึงปี 2018 และมุ่งความสนใจไปที่
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของการที่ผิวเปลี่ยนไปตามวัยในผิวของคนทุกชาติพันธุ์ ซึ่งนี่ก็เป็น กุญแจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจความหลากหลาย
ของผิวของคนทั่วโลก และเพื่อศึกษาหาทางออกที่น่าจะนำมาใช้ซ่อมแซมผิว ของผู้บริโภคทุกคนได้ และจากความสำเร็จก่อนหน้านี้ บู๊ทส์และ
มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ก็จะตรวจสอบอย่างลึกซึ้งว่า เซรั่มใหม่ทำงานอย่างไร ศึกษาร่องรอยในผิวหนังให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งในผิวหนังชั้นใน
และชั้นนอกสุด ซึ่งเราจะสามารถ ระบุสิ่งที่ควบคุมกระบวนการซ่อมแซมผิวได้หรือไม่ ทำไมคนบางคนจึงหน้าอ่อนกว่าอายุ มากกว่าคนอื่น และ
จริงๆแล้วบรรพบุรุษทางภูมิศาสตร์มีผลกระทบอย่างไรต่อกระบวนการเปลี่ยนไปตามวัยในผิวหนัง ก็เป็นคำถามบางข้อที่ศาสตราจารย์ กริฟฟิธส์
และทีมวิจัยของเขาจะตรวจสอบ

 
 

“การวิจัยเรื่องการเปลี่ยนไปตามวัยของผิวหนังยังคงเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งของเราที่บู๊ทส์ ดังนั้นผมจึงตื่นเต้นจริงๆ
เมื่อเราก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไปของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์กับทีมวิจัยด้านผิวหนังชั้นนำของโลกที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์

เราทำงานร่วมกันเป็นทีม เรารวมความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ของผิวหนังอย่างลึกซึ้งเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคที่เรา มีมากกว่าคนอื่น
เพื่อการพัฒนาหาทางออกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับปัญหาของการที่ผิวของผู้หญิงและผู้ชายทุก คนเปลี่ยนไปตามวัย”

ดร.ไมค์ เบลล์
ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของบู๊ทส์

 
 
 

การตอบข้อสงสัยโดยดร.ไมค์ เบลล์ ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของบู๊ทส์

เซรั่มคืออะไร

เซรั่มคือผลิตภัณฑ์ที่อาจมองว่าเป็นขั้นการ‘รักษา’ในกระบวนการบำรุงผิว โดยในบรรดาผลิตภัณฑ์ในกระบวนการบำรุงผิว เซรั่มมีสารออกฤทธิ์ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดและผิวหนังก็ดูดซึมได้ดี “เซรั่มถูกออกแบบมาให้ส่งมอบส่วนผสมหลักเข้าไป ในผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า” ดร.ไมค์ เบลล์ ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของบู๊ทส์ กล่าว “เซรั่มไม่ได้มีหน้าที่ “ครอบจักรวาล” เหมือนเดย์ครีม โดยเซรั่มมีเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงมาก เช่น ริ้วรอยและรอยย่นบน ใบหน้าอย่างในกรณีของ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่ม ซึ่งสารออกฤทธิ์และระบบส่งมอบมุ่งไปที่ ริ้วรอยและรอยย่น โดยไม่มีส่วนผสมอื่นที่ไม่จำเป็น””

ควรใช้เซรั่ม No7 หลังล้างหน้า โดยใช้กับผิวที่เช็ดแห้งแล้วในตอนเช้า และอีกครั้งตอนกลางคืน โดยเมื่อเซรั่มถูกดูดซึมแล้ว ก็ควรตามด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อต่อต้านริ้วรอย ที่เหมาะสมของ No7 โดยสำหรับตอนกลางวัน ก็ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ ให้การป้องกันรังสียูวีในช่วงความยาวคลื่นกว้างเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนตามวัยก่อนกำหนดอีก

ผลิตภัณฑ์เดย์ครีมต่อต้านริ้วรอยทั้งสี่ตัวของ No7 ให้การป้องกัน UVA ระดับห้าดาวที่ไม่มีใครเทียบได้และมี SPF15

 

ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งแบบเซรั่มและครีม

คุณอาจคิดว่าเซรั่มเป็นการรักษาที่กลายเป็นแกนหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของคุณ แต่ผิวของคุณก็ต้องการอย่างอื่น ด้วย และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นหลังการใช้เซรั่มจึงช่วยได้ ซึ่งความแตกต่างระหว่างครีมเพิ่มความ ชุ่มชื้นและเซรั่มก็คือ ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นสูตรที่ทำให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ ด้วยการมีตัวกั้นระหว่างผิวของคุณและโลก ภายนอก แต่เซรั่มมีจุดประสงค์ต่างกัน โดยเซรั่มเบากว่าครีม ดังนั้นผิวจึงดูดซึมได้เร็วกว่า เพื่อให้สามารถส่งส่วนผสมเข้า ไปในผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเซรั่มทุกตัวของ No7 ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้วก็มีเมทริซิล 3000 (Matrixyl 3000) ในระดับสูงที่สุด เพื่อช่วยยกระดับองค์ประกอบหลักในสถาปัตยกรรมในหนังแท้ของผิวหนัง (เช่น โปรตีน เช่น คอลลาเจน และไฟบริลลิน) เพื่อให้ผิวของคุณดูสมบูรณ์และเยาว์วัยเสมอ โดยในการทำให้เซรั่มยังคงซ่อมแซมผิวอยู่เสมอ ก็ให้ใช้ร่วมกับ เดย์ครีมของ No7 ที่มี SPF15 ที่ป้องกัน UVA ในช่วงความยาวคลื่นกว้างได้ในระดับห้าดาว

 

ไฟบริลลินคืออะไร และสำคัญอย่างไร

ไฟบริลลินเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิวหนัง โดยไฟบริลลินนี้มีโครงสร้างเป็นรูปชุมเห็ดเทศ (candelabra) ที่สวยงาม โดย ดร.ไมค์ เชอร์แรทท์ ซึ่งเป็นหนึ่ง
ในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกเรื่องโปรตีนนี้ ก็บรรยายไว้ในการสอนวิชาชีวเคมีโมเลกุลที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักรว่า "ไฟบริลลินร่วม
กับอิลาสติน ทำให้ไฟเบอร์ยืดหยุ่นและทำตัวเหมือนสปริงในชั้นผิวหนัง“

ทีมวิจัยด้านผิวหนังที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์แสดงให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับโปรตีนอื่นๆ เช่น คอลลาเจน ไฟบริลลินไวต่อ ความเสียหายที่เกิดจากการ
โดนแสงอุลตราไวโอเลตเป็นพิเศษ ดังนั้น ดร. เชอร์แรทท์จึงกล่าวว่า "ความเสียหายของ ไฟบริลลินเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าผิวเสีย" และจากการที่
ไฟบริลลินมีหลายหน้าที่ในผิวหนัง รวมถึงการสื่อสารกับเซลล์ ผิวหนัง ดร.เชอร์แรทท์จึงกล่าวว่า "ความเสียหายของไฟบริลลินอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย
ในปริมาณมาก" และด้วยเหตุนี้ ก็เป็นไปได้ว่าทั้งปริมาณและคุณภาพของไฟบริลลินสำคัญต่อผิวที่เสื่อมตามวัยในระดับปานกลางมากกว่าคอลลาเจน

 

อะไรคือส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนผสมใดเป็นสิ่งใหม่และทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่เราทำกับ No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ ก็คือการต่อยอดจากสูตร No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค เซรั่มเดิมที่มีอยู่และได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว และปรับปรุงเซรั่มนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการลดริ้วรอยตื้น และรอยย่นบนใบหน้า ด้วยการเลือกส่วนผสมอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ส่วนผสมที่สามารถซ่อมแซม ปรับปรุงและปกป้อง ผิวหนัง

ส่วนผสมที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมนี้คือเปปไทด์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ โดยเปปไทด์คือสายของกรดอะมิโน (ซึ่งเป็นแกนหลักของ โปรตีน) และเมื่อนำมารวมกันในแบบที่พิเศษมาก ก็ทำให้ส่วนผสมนี้มีหน้าที่เฉพาะบางอย่างในผิวหนัง

เมทริซิล 3000 พลัส - ในเซรั่มเดิม การวิจัยกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์พิสูจน์แล้วว่า ส่วนผสมของเปปไทด์ของ No7 เป็น ตัวขับดันการซ่อมแซม
ไฟบริลลินในผิวหนัง ส่วนในเซรั่ม No7 ใหม่ ระดับของเมทริซิล 3000 ใน No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ และ No7
โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ ก็สูงขึ้น และนอกจาก เมทริซิล 3000 แล้วก็ยังมีได-เปปไทด์รุ่นใหม่ (ดูข้างล่าง) อีกด้วย ดังนั้นจึงเรียก
การนำส่วนผสมเหล่านี้มารวมกันว่า เมทริซิล 3000 พลัส ซึ่งการทดสอบทางคลินิกงานใหม่ก็แสดงให้เห็นว่า เซรั่มใหม่ที่ก้าวหน้าและมีเมทริซิล
3000 พลัสนี้สามารถลด ริ้วรอยและรอยย่นบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อะซิทิล ได-เปปไทด์ - เปปไทด์อีกตัวที่เป็นส่วนผสมใหม่ใน No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ คือ ได-เปปไทด์ (หรือ อะซิทิล-ได-
เปปไทด์) ซึ่งมาเสริมการทำงานของเมทริซิล 3000 เพื่อช่วยให้มีการซ่อมแซมผิวหนังแบบองค์รวมมากขึ้น ด้วยการช่วยลดการเชื่อมโยงระหว่างกัน
(crosslinking) ในผิวหนัง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแข็งขึ้นและยืดหยุ่น น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น และเมื่อใช้ร่วมกับเมทริซิล 3000 ก็จะได้ส่วนผสมของ
เปปไทด์ที่มีลักษณะเฉพาะที่กระตุ้นคอลลาเจน และการซ่อมแซมไฟบริลลินในผิวหนัง โดยรวมแล้ว การรวมกันแบบใหม่ของเมทริซิล 3000 และ
ได-เปปไทด์เป็นผลให้ เปปไทด์ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมมีความเข้มข้นมากขึ้น 30 เท่าใน No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ทั้งสองตัว
เมื่อเทียบกับเซรั่มเดิม

กรดซาลิไซลิก - นี่คือส่วนผสมใหม่ใน No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ เซรั่ม โดยกรดซาลิไซลิกช่วยขัดผิว ด้วย การค่อยๆ ทำลายพันธะที่
ดึงเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วเอาไว้บนด้านนอกของผิวหนัง และนี่จึงเป็นการช่วยให้รูขุมขนสะอาดอยู่ เสมอ ทำให้ผิวใสขึ้นและไม่มีจุดด่างดำ ซึ่งเป็น
ประโยชน์ที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคที่อายุยังน้อยและเพิ่งเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ ต่อต้านริ้วรอย

กรดไฮยาลูโรนิก (HA) - กรดนี้เป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติของผิวหนัง ที่รับผิดชอบในการเติมเต็มผิว หรือ ‘ทำให้เต็ม’ ด้วยคุณสมบัติที่ดีของกรดนี้คือ การสามารถดึงให้น้ำเข้าไปอยู่ในผิว โดยเมื่อผิวเริ่มเปลี่ยนไปตามวัย ผิวก็จะสูญเสียกรด ไฮยาลูโรนิกไป และกรดนี้ก็เป็นส่วนผสมใหม่ใน No7 โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ แอดวานซ์ เซรั่มใหม่ ซึ่งนำมาใส่ ไว้เพราะความสามารถในการจับน้ำนี้เอง ซึ่งก็หมายความว่ากรดนี้จะช่วยให้ด้านนอกของผิวกระชับขึ้น

กลุ่มสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีสิทธิบัตร - ทุกคนถูกกระตุ้นให้รับประทานสารแอนตี้ออกซิแดนซ์มากขึ้นเพื่อสุขภาพ ซึ่งการ บำรุงผิวก็เหมือนกับอาหารที่เราบริโภคในทุกๆ วัน สารแอนตี้ออกซิแดนซ์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการทำให้โมเลกุลของแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่ไม่เสถียร (ที่เกิดจากการรุกรานของสิ่งแวดล้อม เช่น รังสียูวีจากแสงแดด มลพิษ และ ความเครียด) กลายเป็นกลาง ซึ่งกลุ่มสารแอนตี้ออกซิแดนซ์นี้ก็มีวิตามินซี สารสกัดจากมัลเบอร์รีและโสม เพื่อให้สารต้านแอนตี้ออกซิแดนซ์ป้องกันได้ในช่วงกว้าง ซึ่งแบบจำลองนอกร่างกายก็แสดงให้เห็นว่า สารแอนตี้ออกซิแดนซ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการปกป้องไฟบริลลินจาก ความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวี

เปปไทด์จากข้าวและสารประกอบอัลฟัลฟา - ช่วยปกป้องผิวหนังด้วยการยับยั้งการทำงานของเมทริกซ์ เมทัลโลโพรทีเนส (Matrix Metalloproteinases: MMPs) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายโปรตีนโครงสร้าง เช่น คอลลาเจนและไฟบริลลินในผิว

เมื่อนำมารวมกัน ส่วนผสมทั้งหมดนี้ก็ทำให้เซรั่มสองสูตรใหม่นี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก ซึ่งการวิจัยทางคลินิกและ การทดสอบกับผู้บริโภคก็แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร คลิ๊ก ผลลัพธ์ เพื่อดูรายละเอียด

 

จริงๆ แล้วคำว่า ‘ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว’ หมายความว่าอะไร

สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว จะมีการวิจัยทางคลินิกเพื่อแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อศึกษาว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้ผลดีเพียงใด เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

การวิจัยทางคลินิกเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีการควบคุม โดยเป็นชิ้นงานวิจัยที่ทำตามวิธีดำเนินการที่จำเพาะ เจาะจง และเมื่อทำการวิจัยอย่างถูกต้อง การทดสอบก็จะให้หลักฐานที่เชื่อถือได้ โดยในกรณีของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ก็เพื่อแสดง ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์สร้างความแตกต่างให้แก่ผิวอย่างไร และความแตกต่างนั้นดีอย่างไร โดยตามหลักการแล้ว การวิจัยทางคลินิกควร

  • ปกปิดข้อมูลด้านเดียวหรือสองด้าน - ในการวิจัยที่ปกปิดข้อมูลด้านเดียว ผู้ตรวจสอบจะไม่ทราบว่าใช้ผลิตภัณฑ์ อะไรบนแต่ละด้านที่ตนกำลังวัดหรือสังเกตผลลัพธ์ที่ได้ ส่วนผู้เข้าร่วมการวิจัย ถ้าพวกเขาเป็นกลุ่มที่ทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์ ก็จะทราบว่าตนกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นคืออะไร ส่วนการวิจัยที่ปกปิดข้อมูล สองด้าน ในการทดสอบตามปกติและมีการใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุม ทั้งผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และผู้ตรวจสอบที่วัด ผลลัพธ์ที่ได้ จะไม่ทราบว่าด้านใดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบและด้านใดใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุม
  • มีการควบคุม - การวิจัยหลายๆ งานยังคงเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่จุดเวลาต่างกันเมื่อนับจากการวัดที่เส้นฐาน (baseline) ซึ่งขณะที่นี่เป็นการวัดผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ แต่การวัดเช่นนี้ก็ไม่ได้พิจารณาผลกระทบที่เวลา (เช่น การ เปลี่ยนฤดู) หรือการเข้ารับการทดสอบ มีต่อผิวหรือพฤติกรรมของอาสาสมัคร ดังนั้นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดก็คือการ มีกลุ่มควบคุมอยู่ด้วย (ไม่ว่าจะด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เทียบเคียงกันได้ ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบแต่ ไม่มีสารออกฤทธิ์ตัวหลักๆ หรือไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ใดเลย) เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่แต่ ละจุดเวลา เพื่อให้ชัดเจนว่าความแตกต่างใดเป็นผลมาจากตัวผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบ
  • ทำแบบสุ่ม – มีการแบ่งผู้เข้าร่วมการวิจัยแบบสุ่มให้รับทรีทเมนท์แบบต่างๆ ด้วยการใช้โปรแกรมการสุ่มด้วย คอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกที่ต้องนำมาพิจารณา คือ

เทคนิคการตรวจสอบความสมเหตุสมผล – การประเมินหรือการวัดผลใดก็ตามที่นำมาใช้ จำเป็นจะต้องมีการยืนยันความ สมเหตุสมผล เพื่อให้สามารถเชื่อถือข้อมูลได้ว่าเป็นการวัดผลการทำงานของผลิตภัณฑ์จริงๆ โดยที่ไม่ได้เกิดจากความผิด พลาดหรือมีความคลาดเคลื่อน

ระยะเวลาการวิจัยที่เหมาะสม - การวิจัยควรมีระยะเวลาที่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ตามธรรมชาติของผิวหนังในการ ทำให้ผิวดีขึ้น โดยสำหรับผลในด้านการต่อต้านริ้วรอยที่แท้จริง เราทราบว่าส่วนประกอบหรือกิจกรรมหลักของผิวในการฟื้นฟู สภาพต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่ใช่หลายวัน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องวัดประโยชน์ที่ได้จาก ผลิตภัณฑ์เป็นสัปดาห์หรือเดือน

การใช้ผลิตภัณฑ์ - วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ของอาสาสมัครในงานวิจัยต้องเหมือนกับวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่บ้านของคนที่ซื้อ ผลิตภัณฑ์เอง

กลุ่มอาสาสมัครที่เกี่ยวข้อง – อาสาสมัครควรเป็นคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับผู้บริโภคซึ่งในที่สุดแล้วก็จะใช้ผลิตภัณฑ์ และต้องมีจำนวนอาสาสมัครมากพอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จากการทดสอบทางสถิติ โดยอาสาสมัครต้องเป็นตัวแทนของ ผู้บริโภคที่มีจำนวนมากกว่า

เนื่องจากต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการวิจัย การทดสอบทางคลินิกจึงเป็นวิธีดำเนินการที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่าย สูง จึงต้องเลือกผู้ที่จะเข้ามาร่วมการวิจัยอย่างเอาใจใส่ และต้องเรียกเขาเหล่านั้นกลับมาบ่อยๆ เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า และเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามวิธีดำเนินการอย่างครบถ้วน

ในขณะที่การทดสอบกับผู้บริโภคมีการควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์น้อยกว่า และต้องมีผู้ทดลองใช้ (ผลิตภัณฑ์) ในจำนวนที่มากกว่า เพื่อให้สามารถสรุปประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้ ในการทดสอบทางคลินิกกลับไม่ต้องมีผู้ทดลองใช้จำนวน มากนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยถ้าประโยชน์ของผลิตภัณฑ์มีมากพอ ก็สามารถได้ผลลัพธ์ทางคลินิกที่สมบูรณ์และมี นัยสำคัญ โดยใช้อาสาสมัครที่มาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เพียง 50 ถึง 100 คนเท่านั้น

 

หลักการของ No7 คืออะไร เมื่อต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ No7 กล่าวว่าผลิตภัณฑ์นี้ ‘ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิก’ ก็หมายความว่า พวกเขาส่งผลิตภัณฑ์ไป ทดสอบทางคลินิกแบบมีการปกปิดข้อมูล (สองด้านถ้าเป็นไปได้) ทำแบบสุ่มและมีการควบคุม (อธิบายไว้ข้างต้น) เพื่อให้ มีการประเมินทางคลินิกอย่างถูกต้องว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ผลอย่างที่ถูกออกแบบมาหรือไม่ และมีประสิทธิภาพดังที่กล่าวอ้าง หรือไม่

Copyright © The Boots Company PLC. All rights reserved. สำนักงานตามทะเบียน: นอททิงแฮม เอนจี2 3เอเอ (Nottingham NG2 3AA)
จดทะเบียนในประเทศอังกฤษและเวลส์ ทะเบียนนิติบุคคล 00027657 เลขทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 116300129 โดย "นัมเบอร์เซเว่น (No7)",
"โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค แอดวานซ์ (Protect & Perfect Advanced)", "โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ แอดวานซ์ (Protect & Perfect Intense
Advanced)", "โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค (Protect & Perfect)", "โพรเทค แอนด์ เพอร์เฟค อินเทนซ์ (Protect & Perfect Intense)", "ลิฟท์ แอนด์
ลูมิเนต (Lift & Luminate)", "รีสทอร์ แอนด์ รีนิว (Restore & Renew)" เป็นเครื่องหมายการค้าของ บริษัท บู๊ทส์ จำกัด (มหาชน)